|
|
|
แพทย์แผนไทยยัน กวาวเครือ ปลอดภัย
|
แพทย์แผนไทยยัน กวาวเครือ ปลอดภัย
คัดลอกจาก หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ปีที่ 12 ฉบับที่ 3757 วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2542
สถาบันการแพทย์แผนไทย ยืนยันสมุนไพรกวาวเครือปลอดภัย ไม่มีพิษเฉียบพลัน พร้อมรอผลการศึกษาด้านพิษเรื้อรัง ระบุขั้นตอนต่อไปเตรียมวิจัยในกลุ่มวัยทองและชายกะเทย ก่อนผลิตเป็นยาฮอร์โมนรักษาโรค เพื่อลดการนำเข้ายาแผนปัจจุบัน วอนกรมป่าไม้ดูแลพิเศษป้องกันญี่ปุ่นกว้านซื้อ
แพทย์หญิง เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ ผู้อำนวยการ สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผลการวิเคราะห์พิษเฉียบพลันของพืชสมุนไพรกวาวเครือ จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันแล้วว่า ไม่เป็นพิษหรืออันตราย และขั้นตอนต่อไปจะต้องรอผลการวิเคราะห์ด้านพิษเรื้อรัง ถ้าผ่านก็สามารถนำไปวิจัยในคนได้
โดยเป้าหมายการทดลองคือ กลุ่มวัยทองซึ่งมีปัญหาทางร่างกาย รวมทั้งกลุ่มชายกะเทย เพราะทั้งสองกลุ่มนี้ประเทศไทย ต้องเสียค่าใช้จ่ายการใช้ยาเกี่ยวกับฮอร์โมน โดยรวมแล้ว ปีละกว่า 300 ล้านบาท หากนำกวาวเครือมาใช้ประโยชน์ ก็จะช่วยประหยัดการนำเข้ายาแผนปัจจุบันได้ อีกทางหนึ่ง โดยขณะนี้ได้รับความสนใจจากนักวิชาการเคมี แพทย์ และบริษัทยาในประเทศในการศึกษาวิจัย
การวิจัยและทดลองใช้จะต้องอาศัยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน จึงจะประสบความสำเร็จ โดยสถาบันมีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งด้านทรัพยากรบุคคล ซึ่งมีเพียง 7 คนเท่านั้น ไม่มีอุปกรณ์ในการวิจัยเท่าที่ควร และงบประมาณที่ได้รับมีเพียงปีละ 30 ล้านบาท เท่านั้น ซึ่งต้องนำไปศึกษาวิจัยสมุนไพรอื่นๆอีกด้วย
ส่วนปัญหาสำคัญที่พบคือ วัตถุดิบกวาวเครือ ลดน้อยลงไปมาก เพราะชาวบ้านมักจะขุดเหง้าของกวาวเครือ ซึ่งเหมือนกับถอนรากถอนโคนออกหมด ทำให้ในอีกไม่ช้าจะต้องสูญพันธุ์ สำหรับแหล่งกวาวเครือนอกจากภาคเหนือแล้ว ยังมีที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะมีการระเบิดหินขายเพื่อทำหินปูนซึ่งหัวกวาวเครือก็ถูกทำลายไปด้วย
แพทย์หญิง เพ็ญนภา กล่าวว่า ขณะนี้สถาบันได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกวาวเครือเพื่อการวิจัย โดยจะเลือกใช้สายพันธุ์ที่ดีและแข็งแรงเท่านั้น ซึ่งจะต้องหาวัตถุดิบมาทำวิจัยประมาณ 1 แสนตัน จึงต้องมีการปลูกในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ในศูนย์ของโรงพยาบาลชุมชน เพื่อที่จะหาวัตถุดิบมาศึกษาวิจัย
ขณะนี้ต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ได้ให้ความสนใจกวาวเครือขาวเป็นอย่างมาก โดยเข้ามากว้านซื้อจากชาวบ้านในราคาต่ำ โดยซื้อทั้วหัวและเหง้าไปเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปวิจัยและผลิตเป็นยาจำหน่ายในราคาแพง และจะส่งจำหน่ายในรูปยาแผนปัจจุบัน มายังประเทศไทย
?อยากจะฝากให้กรมป่าไม้ดูแลเป็นพิเศษ เพราะการนำกวาวเครือไปผลิตเป็นยานั้น จะต้องใช้ถึง 6 ตันแห้ง หรือประมาณ 60 ตันเปียก ซึ่งจะทำให้หมดป่าได้ง่าย แม้ว่าโคนต้นเมื่อไม่ถูกทำลาย ก็จะกลับงอกขึ้นมาใหม่ภายใน 2 ปี แต่ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะต่างชาติต้องการมากก็จะชุดโคนต้นไม่ให้เหลือไว้อีกเลย? ผู้อำนวยการสาบันการแพทย์แผนไทย กล่าวในตอนท้าย
|
|
สาระน่ารู้ |
|
|
|