|
|
|
กวาวเครือไม่ก่อมะเร็ง
|
กวาวเครือไม่ก่อมะเร็ง
คัดลอกจาก หนังสือพิมพ์ มติชน วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2544 ปีที่ 24 ฉบับที่ 8572
น.พ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เรียกประชุมคณะทำงานพิจารณากวาวเครือขาว เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม โดยมีคณะนักวิจัยที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานและสถาบันต่างๆ มาร่วมหลายแห่ง เช่น จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ สถาบันมะเร็ง สถาบันโรคผิวหนัง กรวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ฯลฯ เพื่อร่วมพิจารณาหาแนวทางส่งเสริมให้มีการนำกวาวเครือขาวมาใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อยอดเพื่อส่งจำหน่ายในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งเท่าที่ได้หารือกันสรุปได้ว่า นักวิจัยจากหลายสถาบัน พบว่ากวาวเครือขาวมีประสิทธิภาพในการคลินิกสามารถใช้ทดแทนฮอร์โมนเพศหญิงในหญิงวัยหมดประจำเดือนได้ และมีแนวโน้มว่าจะนำไปใช้เสริมทรวงอกให้เพิ่มขนาด รวมทั้งรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ เพราะวิจัยพบว่า สารสกัดจากกวาวเครือ ทำให้เกิดการงอกใหม่ของเซลสมองได้
?สำหรับความเป็นพิษระยะยาวนั้น เมื่อ 2 ? 3 ปีก่อน เมื่อมีนักวิจัยไปจดสิทธิบัตรกวาวเครือขาว จนเป็นข่าวโด่งดัง ทำให้นักวิชาการ สธ. กังวลมากว่าบริโภคเข้าไปแล้วอาจจะมีพิษเรื้อรังระยะยาวที่ทำให้เป็นมะเร็งเต้านมได้นั้น ในที่ประชุมวันนี้ได้รับทราบว่า สถาบันมะเร็งแห่งชาติซึ่งได้ทดลองมาระยะเวลาหนึ่งแล้วได้ข้อสรุปว่า กวาวเครือดังกล่าวไม่ทำให้เกิดมะเร็งและสอดคล้องกับการวิจัยของโรงพยาบาลพระมุงกุฎเกล้า ที่วิจัยพบผลในทางตรงกันข้าม คือกวาวเครือขาวกลับออกฤทธิ์ป้องกันมะเร็งทรวงอกได้ด้วย? น.พ.สุรพงษ์ กล่าว
น.พ. สุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ด้วยคุณสรรพคุณดังกล่าวข้างต้น ที่ประชุมจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อรับผิดชอบการผลักดันกวาวเครือขาวให้เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ เป็นอุตสาหกรรมส่งออกต่อไป โดยให้นางเครือวัลย์ สมณะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานคณะทำงาน และตัวแทนจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และอาจารย์ยุทธนา สมิตสิริ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นายวิชัย เชิดชีวศาสตร์ นักวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้แทนจากสถาบันการแพทย์แผนไทย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาตั้งแต่การวิจัยในระดับคลินิก และการแก้ไขกฎหมายยาให้ขึ้นทะเบียนกวาวเครือได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศชาติจะต้องช่วยกันทำตั้งแต่การวิจัยในระดับคลินิก และการแก้ไขกฎหมายยา เพื่อให้ผลประโยชน์ตกแก่ประเทศชาติ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของใครคนหนึ่งคนใดเท่านั้น
น.พ. สุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ พ.ญ. อุรุษา เทพพิสัย นักวิจัยจากคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กำลังวิจัยในเชิงตัวสมุนไพรที่นำมาผลิตเป็นเม็ดไว้ใช้รับประทาน แต่สิ่งที่ต้องช่วยกันวิจัยต่อไปอีก คือ ควรจะใช้ในปริมาณเท่าใด และขนาดไหน เพื่อให้ปลอดภัยได้ผล คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีก 1 ? 2 ปี ถึงจะได้คำตอบ นอกจากนี้ได้สั่งการให้นายภักดี โพธิศิริ อธิบดีกรมการแพทย์คนปัจจุบัน และ น.พ. วิชัย โชควัฒน เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) และสถาบันการแพทย์แผนไทยไปรวมกลุ่มกันคิดว่าจะแก้ไข พ.ร.บ. ยาได้อย่างไร เพราะปัจจุบันตามกฎหมายถือว่า กวาวเครือเป็นสมุนไพร สูตรตำรับที่มีอยู่ขณะนี้ ต้องจดทะเบียนเป็นยาแผนโบราณทั้งสิ้น ขณะที่ยุโรป อเมริกาและญี่ปุ่น ผลิตผลิตภัณฑ์กวาวเครือออกมาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นเครื่องสำอาง ภายใน 3 เดือน เพื่อนำสู่วาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป
?ส่วนเรื่องการจดสิทธิบัตรนั้น มีคนไทยไปจดสิทธิบัตรไปแล้ว 1 รายการ แต่เป็นการจดในลักษณะการปรุงยา ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณ ทำให้หมอพื้นบ้านมีปัญหาในอนาคต ที่ประชุมได้หยิบยกปัญหานี้มาถกกันมาก โดยพิจารณาว่าหากจดสิทธิบัตรกวาวเครือสามารถทำได้ในกรณีใดบ้าง ในที่สุดสรุปได้ว่าให้มุ่งเน้นที่กระบวนการที่ทำให้สารกวาวเครือออกฤทธิ์ตามสรรพคุณข้างต้นอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งจะมีการเชิญตัวแทนกรมทรัพย์สินทางปัญญามาร่วมพิจารณาด้วยภายหลัง เพื่อพิจารณาให้ครอบคลุมการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศด้วย ต้องเร่งทำเรื่องนี้ เพราะขณะนี้ต่างประเทศแอบลักลอบนำกวาวเครือขาวออกประเทศไทยปีละกว่าพันตัน จะทำอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์จากกวาวเครือขาวให้มากที่สุด คณะกรรมการระดับชาติต้องวางแผนออกมา? น.พ. สุรพงษ์ กล่าว
พ.ญ. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ ผู้อำนวยการ แพทย์แผนไทย กล่าวว่า ทางสถาบันได้ให้ทางคณะแพทย์ศาสตร์สงขลานครินทร์ ทดสอบว่า กวาวเครือช่วยทดแทนฮอร์โมนหญิงวัยทองได้จริงหรือไม่ ผลออกมาแล้วว่า สามารถทำได้ จึงให้ทุนกับ พ.ญ. อุรษา วิจัยกวาวเครือ เปรียบเทียบกับยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน เพื่อยืนยันให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ผลจะออกมาสิ้นปีนี้ ส่วนกวาวเครือช่วยเสริมหน้าอกได้จริงหรือไม่ เป็นเรื่องเก่าที่มีการพูดมานานแล้ว ซึ่งต้องวิจัยให้ชัดต่อไป
|
|
สาระน่ารู้ |
|
|
|